
เจาะลึกสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ไทย: บทวิเคราะห์ผลประกอบการ 41 ยักษ์ใหญ่กับทิศทางสู่ปี 2568
หากจะกล่าวถึงภาพรวมของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในรอบปีที่ผ่านมา คงต้องยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายอย่างแท้จริง หลังจากที่ผู้ประกอบการต่างคาดหวังว่าโมเมนตัมจากช่วงการฟื้นตัวจะช่วยส่งเสริมให้ตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่าบรรยากาศการซื้อขายเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ และสภาวะดังกล่าวได้ลากยาวต่อเนื่องมาจนถึงปลายปี แม้กระทั่งไตรมาสที่ 4 ซึ่งเคยเป็นช่วงไฮซีซั่นของการโอนกรรมสิทธิ์ ก็ไม่สามารถผลักดันให้ตัวเลขกลับมาคึกคักได้ตามเป้าหมาย
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงวิเคราะห์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ มานานกว่าทศวรรษ ผมได้ทำการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวม 41 แห่ง เพื่อถอดบทเรียนว่ายักษ์ใหญ่เหล่านี้มีกลยุทธ์การรับมืออย่างไร และใครคือผู้ที่ทำผลงานได้โดดเด่นท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจนี้
ภาพรวมรายได้: ความพยายามที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รายได้รวมของทั้ง 41 บริษัทในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 371,560 ล้านบาท ซึ่งถือว่าปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ -1.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมอาจดูเหมือนไม่รุนแรงนัก แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายบริษัท จะพบว่ามีถึง 25 จาก 41 บริษัทที่เผชิญกับรายได้ที่ถดถอยลง
บริษัทหลายแห่งประสบกับภาวะรายได้ติดลบมากกว่า 20% อาทิ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์, อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท, คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์, ไรมอน แลนด์, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ และไซมิส แอสเสท แม้กระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Top 10 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยบริษัทชั้นนำอย่าง แลนด์แอนด์เฮ้าส์, เอพี (ไทยแลนด์), ศุภาลัย, พฤกษา โฮลดิ้ง และ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ต่างมีรายได้รวมที่ลดลงจากปีก่อนหน้าเช่นกัน
แสนสิริ ขึ้นแท่นผู้นำด้านรายได้รวม
เมื่อพิจารณาในแง่ของ รายได้รวมสูงสุด อันดับ 1 ตกเป็นของ แสนสิริ ด้วยตัวเลข 39,082 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 12% ตามมาด้วย เอพี (ไทยแลนด์) ที่ 38,399 ล้านบาท และ ศุภาลัย ที่ 31,818 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในภาวะที่ตลาดหดตัว ผู้ที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการพอร์ตโครงการและแบรนด์ที่แข็งแกร่งยังคงสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้
เจาะลึกรายได้จากการขาย: ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง
หากต้องการวัดศักยภาพในการขายที่แท้จริง เราต้องตัดปัจจัยรายได้จากส่วนงานอื่นออก และโฟกัสที่ รายได้จากการขาย เป็นหลัก ซึ่งข้อมูลระบุว่ารายได้รวมจากส่วนนี้อยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ปรับตัวลดลงถึง -11% และมีบริษัทถึง 30 จาก 41 แห่งที่มีรายได้จากการขายต่ำกว่าปีก่อน
ในหมวดนี้ เอพี (ไทยแลนด์) สามารถทวงคืนอันดับ 1 ในฐานะ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มียอดขายโดดเด่นด้วยตัวเลข 36,927 ล้านบาท ขณะที่ แสนสิริ ตามมาในอันดับ 2 ที่ 32,829 ล้านบาท ทั้งนี้ ความน่าสนใจอยู่ที่บริษัทอย่าง เซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งรุกเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อขายอย่างเต็มตัว สามารถสร้างการเติบโตของรายได้จากการขายได้สูงถึง 103% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่จับตามองอย่างยิ่งสำหรับกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงของกลุ่มห้างสรรพสินค้า
กำไรสุทธิ: ใครคือผู้ชนะตัวจริง?
การขายได้มากอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากไม่สามารถคุมต้นทุนและทำกำไรได้ ในปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิรวมของทั้ง 41 บริษัทลดลง -11% เหลือเพียง 44,165 ล้านบาท โดยมีบริษัทที่ขาดทุนมากกว่า 12 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่สะสมปัญหามาตั้งแต่ช่วงโควิด-19
ในส่วนของ กำไรสุทธิสูงสุด แลนด์แอนด์เฮ้าส์ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ด้วยกำไร 7,495 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่ปัจจัยบวกจากการขายโรงแรมเข้ากองทุนรวมถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยพยุงผลประกอบการ ในขณะที่ ศุภาลัย และ เอพี (ไทยแลนด์) ทำกำไรได้ใกล้เคียงกันที่ระดับ 6,000 ล้านบาทเศษ ส่วน แสนสิริ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการทำกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 42%
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ทิศทางตลาดและการลงทุนในอนาคต
จากประสบการณ์การวิเคราะห์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ของผม ปีที่ผ่านมาคือบททดสอบความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อบ้านตัดสินใจได้ยากขึ้น อย่างไรก็ดี สำหรับปี 2568 สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณบวกในกลุ่มบ้านระดับ Luxury และโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพสูง (Prime Location) เนื่องจากกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อระดับบนยังมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ดี
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาส ซื้อคอนโดหรือบ้านจัดสรร ในปีนี้ ผมแนะนำให้พิจารณาผู้พัฒนาโครงการที่มีประวัติทางการเงินมั่นคงและมีผลประกอบการที่ผ่านพ้นภาวะถดถอยมาได้อย่างมีเสถียรภาพ การเลือกลงทุนในโครงการจากบริษัทที่มีการบริหารจัดการหนี้ที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงจากการส่งมอบโครงการล่าช้าหรือการทิ้งงาน
หากคุณต้องการปรึกษาหรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคัดเลือกโครงการที่คุ้มค่าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน อย่าลังเลที่จะติดต่อขอรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทันที เราพร้อมพาคุณก้าวผ่านทุกความท้าทายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปด้วยกันครับ