ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2567: กลยุทธ์ลักซ์ชัวรี่และการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวขับเคลื่อนการเติบโต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าติดตามพลวัตของตลาดอย่างใกล้ชิด และปี 2567 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งแม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน แต่หลายบริษัทยังคงสามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้ ด้วยการนำกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานวิจัยล่าสุดจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ได้สะท้อนภาพรวมนี้ได้อย่างชัดเจน โดยได้ทำการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 10 อันดับแรก ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์สูงเป็นประวัติการณ์
วิเคราะห์ 3 อันดับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2567
จากการศึกษาข้อมูล พบว่าสามอันดับแรกที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2567 ได้แก่ แสนสิริ, เอพี (ประเทศไทย) และ ศุภาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของทั้งสามบริษัท
แสนสิริ: ความแข็งแกร่งจากพอร์ตโฟลิโอพรีเมียม-ลักซ์ชัวรี่
แสนสิริ (Siri) ยังคงยืนหยัดในตำแหน่งผู้นำด้วยรายได้รวม 39,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ากำไรสุทธิจะลดลง 13.3% มาอยู่ที่ 5,253 ล้านบาท แต่การรักษาการเติบโตของรายได้ในภาวะตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าจับตา กลยุทธ์สำคัญของแสนสิริคือการปรับพอร์ตโฟลิโอให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมและลักซ์ชัวรี่ รวมถึงการขยายการลงทุนในทำเลศักยภาพสูง (Strategic Locations) โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง การปรับกลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองต่อเทรนด์ตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสินทรัพย์ที่มีมูลค่า การเติบโตของยอดขายและยอดโอนในกลุ่มบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม รวมถึงคอนโดมิเนียมที่ปรับตัวดีขึ้น ยืนยันความสำเร็จของแนวทางนี้
เอพี (ประเทศไทย): ความโดดเด่นของกลุ่มสินค้าแนวราบ
เอพี (ประเทศไทย) (AP) ติดอันดับสองด้วยรายได้รวม 37,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท แม้รายได้จะลดลงเล็กน้อย 2.4% และกำไรสุทธิลดลง 17.1% จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแนวราบ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ของเอพี ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเสมอ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์อย่างเข้าใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอพีสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศุภาลัย: ความหลากหลายของโครงการครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์
ศุภาลัย (SPALI) ยังคงโชว์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยรายได้รวม 31,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และกำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% การเติบโตนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ของตลาด ตั้งแต่กลุ่มลูกค้าทุกระดับรายได้ ไปจนถึงการกระจายโครงการไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตและชลบุรี รวมถึงเชียงใหม่ ยังคงเป็นทำเลทองที่สร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมรายได้และกำไรของผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆ
นอกเหนือจากสามอันดับแรก ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆ ที่มีผลงานที่น่าสนใจและควรค่าแก่การกล่าวถึง:
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): ทำรายได้รวม 28,151 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท โดยรายได้ลดลง 6.7% และกำไรสุทธิลดลง 26.6% จากปีก่อนหน้า
พฤกษา (PSH): เผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยมีรายได้รวม 20,996 ล้านบาท ลดลง 19.7% และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 79.3% เหลือ 456 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องใช้โปรโมชั่นด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
เอสซี แอสเสท (SC): มีรายได้รวม 20,823 ล้านบาท ลดลง 15.2% และกำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท ลดลง 31.3% บริษัทฯ ยังคงกระจายรายได้จากการขายโครงการแนวราบและแนวสูง ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจสู่การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น ค่าเช่าและบริการ รวมถึงรายได้จากค่าที่ปรึกษาและการจัดการ
ออริจิ้น (ORI): มีรายได้รวม 11,985 ล้านบาท ลดลง 20.9% และกำไรสุทธิลดลง 61.3% เหลือ 1,052 ล้านบาท
แอสเสทไวส์ (ASW): เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 9,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 39.1% และกำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% สะท้อนถึงความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าและพัฒนาโครงการที่ตรงกับความต้องการของตลาด
ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH): ทำรายได้รวม 8,695 ล้านบาท ลดลง 5.9% และกำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาท ลดลง 14%
แอล.พี.เอ็น. (LPN): มีรายได้รวม 8,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% แต่กำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 69% เหลือ 111 ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: กลยุทธ์ลักซ์ชัวรี่และการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยว
สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยสรุปปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดในปี 2567 และต่อเนื่องไปถึงปี 2568 ดังนี้:
การเติบโตที่แข็งแกร่งของตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury Segment):
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนยังคงเป็นที่ต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง ลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และทำเลที่ตั้งที่โดดเด่น ผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ จะได้รับการตอบรับที่ดี “เรามองเห็นว่ากลยุทธ์การเจาะตลาดลักซ์ชัวรี่เป็นแนวทางหลักที่ผู้ประกอบการหลายรายนำมาใช้ และจะยังคงเป็นเทรนด์สำคัญต่อไป” สุวรรณีกล่าว
การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของภาคการท่องเที่ยว:
การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต คอนโด, พัทยา คอนโด, เชียงใหม่ และขอนแก่น ที่ยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุน ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า อสังหาริมทรัพย์ในทำเลท่องเที่ยวเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการ:
ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ:
เทรนด์ Pet Friendly: การพัฒนาโครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยง ทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง
โครงการคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยว: นอกเหนือจากคอนโดในกรุงเทพฯ แล้ว คอนโดในเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต คอนโด และ พัทยา คอนโด ก็เป็นที่น่าจับตา
การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้: การนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย
การเพิ่มมูลค่าด้วยบริการ: การส่งมอบบริการที่เป็นเลิศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ เพื่อให้อสังหาริมทรัพย์นั้นมีคุณค่าเหนือกาลเวลา
มาตรการภาครัฐและการสนับสนุนตลาด
นอกจากปัจจัยจากภาคเอกชนและแนวโน้มตลาดแล้ว มาตรการภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์:
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.25% เหลือ 2% ต่อปี ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค
การผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value): ตลาดกำลังจับตาความเป็นไปได้ที่ ธปท. อาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ LTV โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ซื้อบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% หากมีการปรับลด LTV ในทุกระดับราคา คาดว่าจะสามารถกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้
โอกาสจากงานแสดงอสังหาริมทรัพย์
“งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 47” ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นปี เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 6,000 ล้านบาท โครงการที่ได้รับความนิยมสูงคือ บ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม ขณะเดียวกัน โครงการแบบมิกซ์ยูส (Mixed-use) ก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่จำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองกำลังซื้อในกลุ่มเซกเมนต์ที่มีศักยภาพ
แนวโน้มและโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเผชิญกับความท้าทาย แต่ก็ยังคงมีโอกาสและแนวโน้มที่น่าสนใจอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวของผู้ประกอบการที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ “หากผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง เรามั่นใจว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโต” สุวรรณี กล่าวทิ้งท้าย
การเลือกทำเลที่เหมาะสม, การศึกษาตลาด อสังหาภูเก็ต, อสังหาพัทยา, หรือ อสังหาเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอนโดภูเก็ต, คอนโดพัทยา หรือ คอนโดกรุงเทพ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันและอนาคต จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีต่อๆ ไป
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาที่ตรงกับความต้องการของคุณ.