
เจาะลึกสมรภูมิ “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ปี 2567-2569: ถอดรหัสผลประกอบการบิ๊กแบรนด์ ใครคือผู้ชนะที่แท้จริงในยุคเศรษฐกิจผันผวน
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มานานกว่าทศวรรษ ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเศรษฐกิจมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ต้องยอมรับว่าช่วงปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 และก้าวเข้าสู่ปี 2569 นี้ คือบททดสอบที่หินที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศไทย ภาพลวงตาของการฟื้นตัวแบบ V-Shape หลังยุคแพนเดเมิกค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความจริงที่ว่าตลาดกำลังเผชิญกับภาวะ “K-Shaped Recovery” อย่างเต็มรูปแบบ
หากเราย้อนกลับไปดูสถิติที่น่าสนใจจากกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 41 บริษัท เราจะพบร่องรอยของการปรับตัว การดิ้นรน และการรักษาระดับกำไรท่ามกลางพายุทางเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง การเข้มงวดของ สินเชื่อบ้าน จากสถาบันการเงิน และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
ภาพรวมรายได้: เมื่อยักษ์ใหญ่ต้องปรับฐานรับแรงกระแทก
ในปีที่ผ่านมา รายได้รวมของ 41 บริษัทในกลุ่ม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ประมาณ 371,560 ล้านบาท ซึ่งหากดูผิวเผินอาจจะเห็นว่าลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 แต่ถ้าเรา “X-ray” ลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่ามีถึง 25 บริษัทที่รายได้ติดลบ นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าความมั่งคั่งไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึงอีกต่อไป
บริษัทระดับกลางและล่างหลายแห่งต้องเผชิญกับตัวเลขรายได้ที่ดิ่งลงกว่า 20-30% ไม่ว่าจะเป็น แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายระดับกลาง-ล่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาวะเศรษฐกิจและการปฏิเสธ สินเชื่อบ้าน ของธนาคาร แม้แต่พี่ใหญ่อย่าง แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) เอง รายได้รวมยังปรับตัวลดลงถึง 18% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคงในกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
ศึกชิงบัลลังก์รายได้รวม: Sansiri VS AP Thailand
การขับเคี่ยวระหว่าง “แสนสิริ” และ “เอพี (ไทยแลนด์)” ในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากในวงการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แสนสิริสามารถผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ในแง่ของรายได้รวมที่ 39,082 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 12% ท่ามกลางกระแสลมต้าน กลยุทธ์การรุกตลาด คอนโดหรู และบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในทำเลศักยภาพ ช่วยให้แสนสิริรักษา Momentum ได้อย่างยอดเยี่ยม
ในขณะที่ เอพี (ไทยแลนด์) ตามมาเป็นอันดับ 2 อย่างกระชั้นชิดด้วยรายได้ 38,399 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1% แต่เอพีก็ยังคงความแข็งแกร่งในฐานะ “เจ้าตลาดแนวราบ” ที่สามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยและการออกแบบที่ทันสมัย
รายได้จากการขาย: เครื่องชี้วัดสุขภาพที่แท้จริงของโครงการ
ในมุมมองของเอ็กซ์เพิร์ตอย่างผม “รายได้รวม” อาจไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่บอกความจริงทั้งหมด เราต้องดู “รายได้จากการขาย” (Revenue from Sales) เป็นหลัก เพราะนี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่บอกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น “ขายออก” จริงหรือไม่
เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้จากการขาย 41 บริษัททำเงินรวมกันได้ 268,460 ล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 11% จากปีก่อนหน้า จุดที่น่าสนใจคือในบรรดา Top 10 ของบริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่มีตัวเลขติดลบ นี่คือหลักฐานชั้นดีว่า “กำลังซื้อ” ในตลาดถูกแช่แข็งจากปัจจัยลบหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม เอพี (ไทยแลนด์) ยังคงครองแชมป์ในหมวดนี้ด้วยรายได้ขาย 36,927 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 ในการเข้าถึงความต้องการของลูกค้าตัวจริง (End-user) ขณะที่ แสนสิริ ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายได้ขาย 32,829 ล้านบาท และที่น่าจับตามองคือ “เอสซี แอสเสท” (SC Asset) ที่ก้าวขึ้นมาติด Top 5 ด้วยรายได้ขายที่โตขึ้น 13% สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้า High Net Worth ที่มีกำลังซื้อสูงยังคงมีความต้องการ บ้านเดี่ยวหรู อย่างต่อเนื่อง
ถอดรหัสกำไรสุทธิ: ใครคือผู้ชนะที่แท้จริงในเชิงประสิทธิภาพ?
การทำรายได้มหาศาลไม่ได้หมายความว่าจะเหลือเงินในกระเป๋าเยอะเสมอไป ในปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิรวมของทั้ง 41 บริษัทลดลง 11% อยู่ที่ 44,165 ล้านบาท โดยมีบริษัทที่ขาดทุนถึง 12 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กที่ยังปรับตัวไม่ทันกับต้นทุนก่อสร้างที่พุ่งสูงและค่าการตลาดที่ดุเดือด
แต่ถ้าถามว่าใครคือ “Profit King” ของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทย คำตอบยังคงเป็น “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” ที่สามารถรักษาแชมป์กำไรสุทธิไว้ได้ที่ 7,495 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่ LH มีความเชี่ยวชาญในการบริหารพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งโรงแรมและห้างสรรพสินค้า รวมถึงการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT (Real Estate Investment Trust) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการสร้างกระแสเงินสดและกำไรในภาวะที่การขายบ้านทำได้ยาก
ด้าน ศุภาลัย (SPALI) และ เอพี (ไทยแลนด์) ก็ยังคงทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยกำไรที่เบียดกันมาในระดับ 6,000 ล้านบาทเศษ แสดงถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุน (Efficiency) และการมี Economy of Scale ที่เหนือกว่าคู่แข่งรายย่อย
เทรนด์ “Central Pattana” และการรุกคืบของ Recurring Income
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่คนในวงการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องจับตาคือการเติบโตของ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ในส่วนของโครงการเพื่อขาย รายได้จากการขายของ CPN พุ่งทะยานกว่า 103% มาอยู่ที่ 5,835 ล้านบาท นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการใช้ความแข็งแกร่งของ “Retail Ecosystem” หรือการสร้างที่อยู่อาศัยติดกับศูนย์การค้า ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ทันที
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ในอนาคตไม่ได้วัดกันที่แค่ตัวบ้านหรือคอนโด แต่วัดกันที่ “Ecosystem” รอบด้าน ว่าจะสามารถสร้าง Value Added ให้กับผู้อยู่อาศัยได้มากน้อยแค่ไหน
เจาะลึกตลาด สินเชื่อบ้าน และโอกาสในการลงทุนปี 2569
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในช่วงปี 2567-2569 นี้ ผมแนะนำว่าต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ การเลือกซื้อ คอนโดติดรถไฟฟ้า เพื่อปล่อยเช่าอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจาก Supply ที่ล้นตลาดในบางทำเล แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ สำหรับผู้ที่มีกระแสเงินสดพร้อม การมองหาโครงการที่หลุดโอนหรือโปรโมชั่น “ลดจัดหนัก” จากผู้ประกอบการที่ต้องการเร่งระบายสต็อก ถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าช้อนซื้อ
ในส่วนของ สินเชื่อบ้าน ปัจจุบันธนาคารมีการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นมาก ดังนั้นการเตรียมตัวด้านเครดิตบูโรและการเดินบัญชีจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากคุณมีภาระหนี้เดิมสูง การพิจารณา รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณมีโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การเลือกซื้อ ประกันบ้าน ที่ครอบคลุมความเสี่ยงต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ในยุคที่สภาพอากาศมีความผันผวนสูง
อนาคตของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ความท้าทายและความหวัง
ก้าวต่อไปของ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไทยในปี 2569 คือการมุ่งไปสู่ความยั่งยืน (ESG) และการนำเทคโนโลยี PropTech เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบ AI ในการบริหารจัดการอาคาร หรือการใช้พลังงานสะอาดในโครงการบ้านจัดสรร ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์เหล่านี้ได้เท่านั้นที่จะอยู่รอดในระยะยาว
นอกจากนี้ ตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อจากจีนและรัสเซีย ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดคอนโดมิเนียมในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดต่างชาติเพียงอย่างเดียวก็มีความเสี่ยง การสร้าง “Real Demand” ในประเทศด้วยผลิตภัณฑ์ที่ราคาจับต้องได้ (Affordable Housing) ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องตีให้แตก
บทสรุปและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
จากข้อมูลผลประกอบการของ 41 บริษัทที่ผ่านมา เราเห็นภาพชัดเจนว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำลังอยู่ในช่วง “คัดท้าย” ผู้เล่นที่อ่อนแอจะค่อยๆ หายไป ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งและมีสายป่านยาวจะกวาดส่วนแบ่งตลาดไปมากขึ้น สำหรับคุณในฐานะผู้บริโภคหรือนักลงทุน การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทก่อนตัดสินใจซื้อหรือลงทุน คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณไม่พลาดท่าในสมรภูมินี้
หากคุณกำลังวางแผนที่จะเป็นเจ้าของบ้านหรือมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในช่วงเวลานี้ อย่าปล่อยให้ความลังเลทำให้คุณเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป!
พร้อมหรือยังที่จะเริ่มต้นการเดินทางสู่การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในฝัน? ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหา สินเชื่อบ้าน ที่คุ้มค่าที่สุด หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการเลือกซื้อ คอนโดติดรถไฟฟ้า ที่ให้ผลตอบแทนสูง ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำและพาวนไปสัมผัสโครงการจริงที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด
ติดต่อเราวันนี้ เพื่อรับสิทธิพิเศษและข้อมูลวิเคราะห์ทำเลทองก่อนใคร เพราะโอกาสในโลกอสังหาริมทรัพย์… ไม่เคยรอคนที่ช้าเกินไป!