ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: วิกฤตศตวรรษใหม่ หรือ โอกาสในการปรับโครงสร้าง?
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวงจรขึ้นลงของตลาดมาแล้วหลายครั้ง แต่วิกฤตการณ์ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ช่างมีความซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เราเคยประสบพบเจอมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์การเงินเอเชียครั้งใหญ่ในปี 2540 หรือที่รู้จักกันในนาม “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ข้อมูลจากแหล่งข่าวชั้นนำอย่าง Nikkei Asia ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยไปอีกยาวนาน อาจถึงขั้น 3-5 ปีเลยทีเดียว
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: ความท้าทายที่มองเห็นได้ชัดเจน
สิ่งที่ผมและเพื่อนร่วมวงการสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน คือปริมาณยูนิตคงค้างที่สูงลิ่ว หรือที่เรียกว่า “ยูนิตขายไม่ออก” ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากถึงประมาณ 400,000 ยูนิต ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอุปทานส่วนเกินอันมหาศาล แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของการบริหารจัดการในภาคการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยอาศัยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ
การเปิดตัวโครงการใหม่ๆ เองก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง CBRE ระบุว่า ในปี 2568 (2025) เฉพาะในกรุงเทพฯ เราเห็นการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่เพียงราว 13,700 ยูนิต ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงปี 2557-2567 (2014-2024) ที่เคยสูงถึง 52,000 ยูนิต นี่คือการหดตัวครั้งใหญ่ ที่บ่งชี้ถึงความไม่มั่นใจของผู้พัฒนาต่อแนวโน้มตลาดในอนาคตอันใกล้
รากเหง้าของปัญหา: หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น
ภายใต้ภาพรวมที่ดูเหมือนจะซบเซา ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนเร้นอยู่ก็คือระดับ หนี้ครัวเรือนสูง ที่ติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย ตัวเลข ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2568 (2025) ที่ 88.2% ของ GDP เป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของประชาชน
ผลสำรวจจากสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) ในช่วงปลายปี 2568 (2025) ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เมื่อพบว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงถึงประมาณ 40% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับล่างที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของผู้ซื้อบ้านหลังแรก ปัญหาของผู้ขอสินเชื่อที่ถูกปฏิเสธนั้น มีสาเหตุหลักมาจาก ภาระหนี้สินที่สูงเกินไป (37.3%), รายได้ไม่มั่นคง (33.3%), และประวัติทางการเงินที่ไม่ดี (21.6%)
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2025 และแนวโน้มที่คาดการณ์ไว้ว่าจะไม่ฟื้นตัวใน 3 ปีข้างหน้า ก็เริ่มมีความเป็นไปได้สูงขึ้น
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย: ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำ คือผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย จากระดับต่ำสุดที่ 0.5% มาอยู่ที่ 2.5% ภายในระยะเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เคยวางแผนซื้อบ้านในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เมื่อต้องเผชิญกับภาระผ่อนที่สูงขึ้น อาจต้องทบทวนแผนการซื้อ หรือเลื่อนออกไปก่อน
สำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอง ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ก็เป็นภาระที่หนักอึ้งเช่นกัน ทำให้การตัดสินใจลงทุนในโครงการใหม่ๆ ต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด
ผลกระทบต่อภาคการลงทุนและตลาดหุ้น
ภาพสะท้อนของความกังวลในภาคอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏชัดเจนในตลาดหุ้น ดัชนีกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 42.6% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2566 (2023) หุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง ก็เผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่
เราเห็นหุ้นอย่าง WHA, LH, และ SIRI ซึ่งเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ต่างก็เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงของภาคส่วนนี้อย่างจริงจัง
โอกาสที่ซ่อนเร้น: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัด และบ้านมือสอง
แม้ภาพรวมจะดูหดตัว แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองเห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้มีเพียงด้านเดียว ยังมีบางพื้นที่ที่มีศักยภาพและน่าจับตามอง โดยเฉพาะใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัด ซึ่งยังมีจุดที่น่าสนใจอยู่ อาทิ ภูเก็ต, พัทยา, เกาะสมุย, หัวหิน, และศรีราชา ซึ่งเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เคยมีจำนวนมาก และหลายคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้จำนวนอาจจะลดลงบ้าง แต่ศักยภาพของทำเลเหล่านี้ยังคงมีอยู่
อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจคือ ตลาดบ้านมือสอง เมื่อการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับบ้านมือหนึ่งทำได้ยากขึ้น ผู้บริโภคที่มีความต้องการที่อยู่อาศัย อาจหันไปพิจารณาบ้านมือสองที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้ตลาดบ้านมือสองโดยทั่วไปจะมีสภาพคล่องต่ำ แต่สถานการณ์เช่นนี้ อาจกระตุ้นให้ตลาดนี้มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อโครงการก่อสร้างใหม่ที่ต้องแข่งขันในเรื่องราคา
แนวทางการปรับตัวและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
ในมุมมองของผม การจะกอบกู้และสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่หลากหลายและบูรณาการ ดังนี้:
การลดอัตราดอกเบี้ย: นี่คือปัจจัยสำคัญอันดับแรก การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน: รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกและยั่งยืนในการลดระดับหนี้ครัวเรือน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกำลังซื้อของประชาชน และลดความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงิน
การกระตุ้นสภาพคล่องในตลาด: การพิจารณามาตรการที่เหมาะสม เช่น การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของอุปทานในตลาด
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด จะช่วยเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ และสร้างโอกาสในการพัฒนาเมืองใหม่ๆ
การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง: ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดต่อการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ การมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
อนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: ความท้าทาย หรือ โอกาสในการเปลี่ยนแปลง?
หากมองในแง่ของตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่คาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง อาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เว้นแต่จะมีการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนและปรับโครงสร้างภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น การมองหาโอกาสในตลาดที่ยังคงมีศักยภาพ การปรับกลยุทธ์การพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาด และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาตลาดผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาเช่นนี้ ขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และพิจารณาทางเลือกต่างๆ อย่างถี่ถ้วน การตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในวันนี้ คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จในอนาคต

