• Sample Page
dramathai.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dramathai.moicaucachep.com
No Result
View All Result

D1401240 แต vเม ยมาเป นคนใช แม (ละครส น) สามโคกฟ part2

admin79 by admin79
January 17, 2026
in Uncategorized
0
D1401240 แต vเม ยมาเป นคนใช แม (ละครส น) สามโคกฟ part2

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: วิกฤตการณ์ลึกสุดหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และเส้นทางสู่การฟื้นตัวที่ท้าทาย

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มายาวนานกว่าทศวรรษ การได้เห็นภาพรวมของตลาดที่ซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอเป็นสิ่งที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในปี 2568-2569 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่รุนแรง ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่หลายคนเปรียบเทียบว่าอาจจะหนักหนาสาหัสที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชีย หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

รายงานจากสื่อชั้นนำอย่าง Nikkei Asia ชี้ให้เห็นภาพที่น่ากังวลใจ สภาวะอุปทานส่วนเกิน (oversupply) ที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายสูงถึงประมาณ 400,000 ยูนิตทั่วประเทศ เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญของการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากสาเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ซับซ้อนของปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและโครงสร้างที่ฝังรากลึก

ปัจจัยท้าทายหลัก: หนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องสินเชื่อ

แกนหลักของปัญหาที่กำลังกัดกินตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันหนีไม่พ้นประเด็น “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูงอย่างน่าเป็นห่วง ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2568 ชี้ว่า หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับที่สูงติดอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากประเทศเกาหลีใต้ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 88.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตัวเลขนี้สะท้อนถึงภาระทางการเงินที่หนักอึ้งของผู้บริโภคไทย ทำให้กำลังซื้อโดยรวมลดน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงนี้ ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย ธนาคารพาณิชย์ต่างมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นในการผิดนัดชำระหนี้ ข้อมูลจากการสำรวจของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) ครอบคลุม 200 โครงการทั่วประเทศในช่วงปลายปี 2568 พบว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยรวมสูงถึงประมาณ 40% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับล่างที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท

สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธนั้น สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ โดย 37.3% ของผู้ที่ถูกปฏิเสธมีภาระหนี้สินสูงเกินไป, 33.3% มีรายได้ไม่มั่นคง และ 21.6% มีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี ปัจจัยเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ปล่อยสินเชื่อ และส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับ “สภาพคล่องสินเชื่อที่ตึงตัว” (tight credit conditions)

การชะลอตัวของการพัฒนาโครงการใหม่ และผลกระทบต่อตลาด

ผลกระทบจากปัจจัยข้างต้น เห็นได้ชัดเจนจากการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง CBRE ระบุว่า ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ เพียง 13,700 ยูนิต ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงปี 2557-2567 ที่สูงถึงประมาณ 52,000 ยูนิตอย่างมาก แม้จะรวมช่วงที่ตลาดซบเซาจากสถานการณ์โควิด-19 เข้าไปด้วยก็ตาม

CBRE คาดการณ์ว่า จำนวนคอนโดมิเนียมใหม่ที่จะเปิดตัวในกรุงเทพฯ อาจจะต่ำกว่า 40,000 ยูนิตในปี 2569 และลดลงเหลือเพียง 20,000 ยูนิตในปี 2570 และอาจต่ำกว่า 10,000 ยูนิตในอีกสองปีถัดมา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มองเห็นในตลาด ทำให้พวกเขาชะลอการลงทุนในการพัฒนาโครงการใหม่

สาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่สภาวะอุปทานส่วนเกินก็คือ การขยายการลงทุนของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนทางการเงินในการดำเนินโครงการต่ำ แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจาก 0.5% เป็น 2.5% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อการจำนองจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และความต้องการซื้อ (demand) ก็หดตัวตามไปด้วย

การประเมินสถานการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและมุมมองอนาคต

ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ Nikkei Asia ถึงสถานการณ์ในกรุงเทพมหานคร โดยประเมินว่ามีห้องชุดที่ขายไม่ออกราว 220,000 ยูนิต และอาจมีอีกประมาณ 200,000 ยูนิตกระจายอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ รวมเป็นจำนวนหน่วยที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังถือครองอยู่ถึงกว่า 400,000 ยูนิต

การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะ 3 ปีข้างหน้า หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่า ตลาดนี้จะสามารถกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งหรือไม่

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ดัชนีกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วงลงถึง 42.6% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2566 หุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายแห่งก็เผชิญกับการปรับฐานราคาที่รุนแรง เช่น บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) ซึ่งเน้นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลง 39.8% บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) ลดลง 24.4% และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) ลดลง 24.3%

โอกาสและช่องทางที่ยังมีอยู่: ตลาดเฉพาะกลุ่มและบ้านมือสอง

แม้ภาพรวมจะดูท้าทาย แต่ก็ยังมีบางแง่มุมที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในรายงานของ AREA ชี้ให้เห็นว่า ตลาดที่อยู่อาศัยนอกเมืองหลวงยังมีจุดเด่นที่น่าจับตา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เกาะสมุย, หัวหิน และศรีราชา ซึ่งบางพื้นที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมีชุมชนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ในอีกมุมหนึ่ง สภาพคล่องสินเชื่อที่ตึงตัวได้ส่งผลให้ตลาด “บ้านมือสอง” (resale properties) มีความน่าสนใจมากขึ้น ผู้บริโภคที่เคยมีแผนซื้อบ้านหลังแรก (first-time homebuyers) ซึ่งเคยเป็นกลุ่มสำคัญของตลาดบ้านใหม่ กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ ทำให้พวกเขาหันมาพิจารณาบ้านมือสองที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้ว่าตลาดบ้านมือสองโดยทั่วไปจะมีความท้าทายด้านสภาพคล่องอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจกระตุ้นให้ตลาดดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อการขายโครงการก่อสร้างใหม่

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการและประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ซื้อว่า ก่อนหน้านี้สัดส่วนของผู้ซื้อบ้านหลังแรกอยู่ที่ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ซื้อทั้งหมด แต่ปัจจุบันลดลงเหลือราว 2 ใน 3 เท่านั้น

แนวทางสู่การฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: มาตรการเชิงรุกและนโยบายที่จำเป็น

การจะพากลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยออกจากภาวะวิกฤตครั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

การลดอัตราดอกเบี้ย: ดร.โสภณ ย้ำชัดว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นตลาดอย่างแท้จริง หากยังคงอยู่ในภาวะดอกเบี้ยสูง จะเป็นการยากที่ตลาดจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 2% ในปี 2570 ยิ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น

เสถียรภาพทางการเมือง: เสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงและส่งเสริมการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์

มาตรการกระตุ้นสภาพคล่อง: การนำมาตรการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเก็บภาษีสำหรับที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (idle land) อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาหรือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จะช่วยเพิ่มมูลค่าของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณใกล้เคียง และดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจ

มาตรการลดหนี้ครัวเรือน: รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มข้นและต่อเนื่องในการช่วยเหลือประชาชนในการบริหารจัดการหนี้สิน เพื่อลดภาระทางการเงินและเพิ่มกำลังซื้อที่แท้จริงให้กับผู้บริโภค

การส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยประเภทอื่น: การสนับสนุนการพัฒนาและการซื้อขายที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า (rental properties) หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับผู้สูงอายุ (senior living) อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาด

บทสรุป: ก้าวข้ามวิกฤต สู่อนาคตที่แข็งแกร่งขึ้น

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ซึ่งมีรากฐานมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์มักนำมาซึ่งโอกาสเสมอ หากเราสามารถมองเห็นปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่งและร่วมมือกันผลักดันมาตรการแก้ไขที่ตรงจุด การฟื้นตัวอาจใช้เวลา แต่ศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีอยู่ หากสามารถสร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินและเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นนักลงทุน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ที่กำลังวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย การทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนตลาดเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจที่ชาญฉลาด การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดอย่างต่อเนื่อง และการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาตนเองและธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ และเตรียมพร้อมรับโอกาสเมื่อตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

Previous Post

D1401239 สร ปใครเป นคนร ๅย (ละครส น) สามโคกฟ part2

Next Post

D1401241 แกเอๅผ หญ งต ๅงด าวมาเป นแฟu (ละครส น) สามโคกฟ part2

Next Post
D1401241 แกเอๅผ หญ งต ๅงด าวมาเป นแฟu (ละครส น) สามโคกฟ part2

D1401241 แกเอๅผ หญ งต ๅงด าวมาเป นแฟu (ละครส น) สามโคกฟ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • D2503198_แม เป นกะหร หน งส นไทแบนด EP85_part2 | Delila Fee
  • D2503199_กร องเนรค หน งส นไทแบนด EP84_part2 | Delila Fee
  • D2503197_หลานเนรค หน งส นไทแบนด EP91_part2 | Delila Fee
  • D2503196_กฉ นเป นคนด หน งส นไทแบนด EP86_part2 | Delila Fee
  • D2503195_มเมทไม เกรงใจ EP89_part2 | Delila Fee

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.