ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่สู่การฟื้นฟูในยุคดิจิทัล
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูที่การก่อสร้างผุดขึ้นดุจดอกเห็ด ไปจนถึงช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ในการนำพาธุรกิจให้อยู่รอด และในช่วงปี 2567-2568 นี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่สั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เปรียบได้กับพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำ นำมาซึ่งความซบเซาที่นักวิเคราะห์และผู้เกี่ยวข้องต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด
รายงานล่าสุดจากสื่อชั้นนำอย่าง Nikkei Asia ได้ชี้ให้เห็นภาพอันน่ากังวลของตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งกำลังดำดิ่งสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540 หรือที่รู้จักกันในนาม “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ความรุนแรงของปัญหานี้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขที่น่าใจหาย: ยูนิตที่อยู่อาศัยที่ยังขายไม่ออกมีจำนวนมหาศาล ทะลุ 400,000 ยูนิตทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภาระหนักอึ้งที่ผู้พัฒนาโครงการต้องแบกรับ ขณะเดียวกัน การเปิดตัวโครงการใหม่กลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ถึงความไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเชิงลึก จะพบว่าสาเหตุหลักของภาวะตกต่ำนี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ประการแรก คือระดับ หนี้ครัวเรือนไทย ซึ่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย ปัญหาหนี้สินที่สูงลิ่วนี้บั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง เมื่อผู้คนมีภาระหนี้สินมาก ย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ธนาคารต่างๆ จึงมีความระมัดระวังและเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้กับตลาด
ประการที่สอง คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและท่องเที่ยว แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลก ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2567-2568 ที่ดูเหมือนจะทรงตัว หรือเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน
วิเคราะห์เชิงลึก: สัญญาณเตือนจากตัวเลขและผู้เชี่ยวชาญ
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ผู้เป็นที่ยอมรับในวงการ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหายูนิตเหลือขายในกรุงเทพมหานคร โดยประมาณการว่ามีห้องชุดที่ยังขายไม่ออกสูงถึง 220,000 ยูนิต เมื่อรวมกับยูนิตที่เหลือขายทั่วประเทศอีกประมาณ 200,000 ยูนิต ตัวเลขรวมกว่า 400,000 ยูนิตนี้ สะท้อนถึงภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ที่ตลาดกำลังเผชิญอยู่
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง CBRE ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2567 มีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ เพียง 13,700 ยูนิต เทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงปี 2557-2567 ที่สูงถึงราว 52,000 ยูนิต ตัวเลขที่ลดลงอย่างมากนี้ แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างชัดเจนของผู้พัฒนาโครงการในการเปิดตัวโครงการใหม่
CBRE ยังคาดการณ์แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงสำหรับปี 2567-2569 ว่าจำนวนคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ จะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอาจไม่ถึง 40,000 ยูนิตในปี 2567 และเหลือเพียง 20,000 ยูนิตในปี 2568 และอาจลดลงต่ำกว่า 10,000 ยูนิตในอีกสองปีถัดจากนั้น ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าผู้พัฒนาโครงการกำลังปรับกลยุทธ์อย่างระมัดระวัง และอาจมองหาตลาดทางเลือกอื่นที่มีศักยภาพมากกว่า
ปัจจัยลบที่กดดันตลาด: อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและกฎเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด คือ การที่ผู้พัฒนาโครงการจำนวนมากได้ขยายการลงทุนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่นานมานี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจาก 0.5% เป็น 2.5% ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ความต้องการซื้อ (Demand) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สอดคล้องกับสถานการณ์ข้างต้น รัฐบาลได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดย ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2567 หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 88.2% ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ ตามข้อมูลจาก Trading Economics ปัญหาหนี้สินที่สูงนี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความกังวลและลังเลในการอนุมัติสินเชื่อและเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค
สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (HBA) ได้รายงานผลการสำรวจที่น่าตกใจในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2567 ครอบคลุม 200 โครงการทั่วประเทศ โดยพบว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยรวมสูงถึงประมาณ 40% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับล่างที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท
จากการสำรวจปัญหาของผู้ขอสินเชื่อ พบว่าสาเหตุหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่:
ภาระหนี้สินสูงเกินไป (37.3%)
รายได้ไม่มั่นคง (33.3%)
ประวัติทางการเงินไม่ดี (21.6%)
สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญในการขอสินเชื่อเพื่อสร้างหรือซื้อที่อยู่อาศัย
ผลกระทบต่อตลาดทุนและมูลค่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดทุน ดัชนีกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วงลงถึง 42.6% จากระดับสูงสุดในช่วงเดือนมกราคม 2566 ที่ผ่านมา
หุ้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและมีมูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา ได้แก่:
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA): แม้จะมีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม แต่ก็เผชิญกับมูลค่าที่ลดลงถึง 39.8%
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH): ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่เห็นมูลค่าหุ้นลดลง 24.4%
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI): อีกหนึ่งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มูลค่าหุ้นปรับลดลง 24.3%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่ออนาคตของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างรอบคอบ
โอกาสที่ซ่อนเร้น: ทำเลที่น่าสนใจและการปรับตัวของตลาด
แม้ภาพรวมตลาดจะดูหดหู่ แต่ก็ยังมีสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ในบางพื้นที่ จากการสำรวจของ AREA พบว่าตลาดที่อยู่อาศัยนอกเขตกรุงเทพมหานครบางแห่งยังคงมีศักยภาพ ได้แก่ ภูเก็ต, พัทยา, เกาะสมุย, หัวหิน และศรีราชา
ทำเลเหล่านี้เป็นที่นิยมสำหรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แม้จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและอาศัยอาจมีการปรับลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ศักยภาพของทำเลเหล่านี้ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาติ
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการและประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหา สินเชื่อบ้าน ต่อรูปแบบการซื้อของผู้บริโภค จากเดิมที่ผู้ซื้อบ้านหลังแรกคิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 4 ของตลาด ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 2 ใน 3 แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัว
นอกจากนี้ ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวยังส่งผลให้ ตลาดบ้านมือสอง มีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่ง แม้ว่าปกติตลาดบ้านมือสองจะประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันต่อโครงการก่อสร้างใหม่
แนวทางสู่การฟื้นฟู: นโยบายที่จำเป็นและโอกาสสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่
เพื่อให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว ดร.โสภณ ได้เสนอแนะแนวทางที่สำคัญ ดังนี้:
เสถียรภาพทางการเมือง: ความมั่นคงทางการเมืองเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
การเก็บภาษีที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์: การนำที่ดินเปล่าหรือที่ดินที่ไม่ได้พัฒนามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านกลไกภาษี จะช่วยกระตุ้นสภาพคล่องและส่งเสริมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จะช่วยเพิ่มมูลค่าและศักยภาพของพื้นที่ต่างๆ ดึงดูดการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
มาตรการลดหนี้ครัวเรือน: การออกมาตรการที่ช่วยให้ครัวเรือนสามารถบริหารจัดการและลดภาระหนี้สินได้ จะเป็นการปลดล็อกกำลังซื้อที่สำคัญของตลาด
“หากต้องการกู้วิกฤตตลาดเรียลเอสเตทอย่างแท้จริง อันดับแรกที่ต้องพิจารณาคือการ ลดอัตราดอกเบี้ย” ดร.โสภณ กล่าวเน้นย้ำ “การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 2% ในปี 2570 แสดงให้เห็นว่า ตลาดอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์”
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมเชื่อมั่นว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปรับตัวและสร้างสรรค์ อนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน และการให้ความสำคัญกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นตลาด และสร้างโอกาสในการลงทุนที่มั่นคงในยุคดิจิทัล
ถึงเวลาของการตัดสินใจ: สำรวจโอกาสและเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
หากคุณเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดที่มีศักยภาพ หรือผู้ที่กำลังวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย ท่ามกลางความท้าทายนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกและโอกาสที่ซ่อนอยู่ การทำความเข้าใจถึงปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอย่างลึกซึ้ง การประเมินความเสี่ยง และการวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาคุณไปสู่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้นหา บ้านในฝัน ทำเลทองสำหรับการ ลงทุนคอนโด หรือโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โปรดติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่กำลังจะก้าวผ่านพ้นวิกฤตและเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

