ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ: ปี 2569 ศักยภาพเศรษฐีคือโอกาสทอง ท่ามกลางสมรภูมิราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น
กรุงเทพฯ, 5 มกราคม 2569 – เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ 2569 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียมในกรุงเ
ทพมหานคร ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงโอกาสทองสำหรับกลุ่มทุนที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะเศรษฐีที่มีสินทรัพย์มหาศาล ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเข้ามาขับเคลื่อนตลาดในกลุ่มพรีเมียมและลักซ์ชัวรี
วิเคราะห์ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ปี 2568: วงจรซัพพลายต่ำสุดในรอบ 17 ปี
จากข้อมูลเชิงลึกของ “ภัทรชัย ทวีวงศ์” ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด สรุปภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ช่วงปี 2568 ว่า มีการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 40 โครงการ จำนวน 17,110 ยูนิต ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี โดยลดลงถึง 21.84% เมื่อเทียบกับปี 2567 มูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ 70,368 ล้านบาท ลดลงถึง 38.53% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท
ผู้เล่นหลักในตลาดนี้ยังคงเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยคิดเป็นสัดส่วน 83.71% ของยูนิตทั้งหมด หรือ 14,323 ยูนิต มูลค่ารวม 63,947 ล้านบาท ส่วนบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสัดส่วน 16.29% หรือ 2,787 ยูนิต มูลค่า 6,416 ล้านบาท
หากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มีการเปิดขายใหม่เฉลี่ยปีละ 34,700 หน่วย ทำให้การเปิดตัวโครงการในปี 2568 ถือว่าตลาดหดตัวลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงภาวะการชะลอตัวของกำลังซื้อและทิศทางการลงทุนของผู้ประกอบการ
แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ปี 2569: การปรับสมดุลที่มาพร้อมโอกาสใหม่
สำหรับปี 2569 คาดการณ์ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ จะยังคงมีทิศทางทรงตัว โดยคาดการณ์ว่าจะมีซัพพลายเปิดขายใหม่ประมาณ 15,000 ยูนิต ลดลงต่อเนื่องอีก 12.33% มูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านบาท กลยุทธ์ของผู้ประกอบการจะเน้นการปรับลดจำนวนโครงการและเลื่อนการเปิดตัวออกไป
ในด้านทำเลที่ตั้ง มีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวอยู่ในโครงการขนาดกลางถึงขนาดเล็ก โดยเน้นทำเลที่มีศักยภาพชัดเจน อาทิ ทำเลติดแนวรถไฟฟ้า และย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะเห็นการลงทุนในคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ “EEC-ภูเก็ต” ที่คาดว่าจะเป็นจุดโฟกัสสำคัญ
“สถานการณ์ปัจจุบันยังคงไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ เนื่องจากกำลังซื้อทั้งจากลูกค้าต่างชาติและคนไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว” ภัทรชัย กล่าว “ปี 2569 ตลาดห้องชุดในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ช่วงของการปรับสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาพรวมตลาดจึงไม่น่าจะเห็นการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด แต่จะเป็นการฟื้นตัวในลักษณะของการประคองตัว”
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดจะยังอยู่ในช่วงปรับตัว แต่สัญญาณบวกบางประการเริ่มปรากฏชัดเจนในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในเซ็กเมนต์ระดับไฮเอนด์และลักซ์ชัวรีในทำเลใจกลางเมือง แม้จำนวนโครงการเปิดขายใหม่จะมีจำกัด แต่ผู้พัฒนารายใหญ่จะเร่งเปิดตัวโครงการระดับเรือธงในทำเลหายาก เช่น สุขุมวิทตอนต้น, เพลินจิต-วิทยุ, สีลม-สาทร, และราชดำริ-ลุมพินี รวมถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อของกลุ่ม High Net Worth (HNW) และ Ultra High Net Worth (UHNW) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูงและมีความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพเยี่ยม
เทรนด์ที่น่าจับตาคือการเปิดพรีเซลโครงการด้วยการกำหนดราคาขายที่เป็นทางการในระดับ 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร โดยเฉพาะโครงการที่เป็น “Rare Item” ยูนิตมีจำนวนจำกัด และตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพระดับ Prime CBD จะเป็นที่ต้องการของกลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อที่มองหาความพิเศษและความคุ้มค่าในระยะยาว
โอกาสทองสำหรับเศรษฐี: การลงทุนในคอนโดมิเนียมระดับบน
สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ปี 2569 ถือเป็นโอกาสในการ “แผลงฤทธิ์” สำหรับกลุ่มเศรษฐี ซึ่งสามารถมองเห็นโอกาสในการลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมได้จาก 5 ประเด็นหลัก:
โอกาสคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง: การที่ซัพพลายใหม่ในทำเลซูเปอร์ไพรม์มีจำกัด ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่มีที่ดินรอการพัฒนา (Landbank) หรือสามารถหา Landbank ที่มีศักยภาพสูง เพื่อพัฒนาโครงการระดับแฟลกชิป (Flagship Project) ที่สามารถสร้างมูลค่าและภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ในระยะยาว
กำลังซื้อกลุ่ม High Net Worth และ Ultra High Net Worth: กลุ่มนี้มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการมองหาสินทรัพย์เพื่อรักษามูลค่า (Store of Value) โดยพวกเขามีกำลังซื้อพร้อมที่จะลงทุนในห้องชุดที่มีราคาสูงถึง 800,000 – 1,000,000 บาทต่อตารางเมตร
โอกาสในการสร้าง New Price Benchmark: ต้นทุนที่ดินและการพัฒนาในย่าน CBD ที่อยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้สามารถตั้งราคาสูงได้ โดยโปรดักต์ที่นำเสนอควรเป็นโครงการที่มีเอกลักษณ์พิเศษ (Rare Item), มีจำนวนยูนิตน้อย (Low Density), หรือเป็นโครงการที่ได้รับการออกแบบและบริหารจัดการโดยแบรนด์ชั้นนำระดับโลก (Branded Residence)
การแข่งขันด้านคุณภาพ แทนปริมาณ: ในภาวะตลาดที่ชะลอตัว การแข่งขันจะเน้นไปที่คุณภาพของโครงการ การออกแบบที่โดดเด่น การบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับ แทนที่จะแข่งขันกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา
โอกาสจากตลาดเช่าในเมือง: กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ผู้บริหารระดับสูง และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย (Expats) ยังคงมีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในเมืองอย่างต่อเนื่อง โครงการที่สามารถรองรับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน (Investment Property) จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้ CBD และแนวรถไฟฟ้าหลัก จะยังคงมีดีมานด์เช่าที่แข็งแกร่ง
ความท้าทายที่ต้องเผชิญในปี 2569
แม้จะมีโอกาสสำหรับกลุ่มทุน แต่ผู้ประกอบการและนักลงทุนก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 5 ด้านในปี 2569:
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง: กำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึงล่างยังคงเปราะบาง ทำให้การตัดสินใจซื้อใช้เวลานานขึ้น ซึ่งส่งผลต่ออัตราการขายและความเร็วในการดูดซับซัพพลายในตลาด
ภาคการเงินและการปล่อยสินเชื่อ: สถาบันการเงินยังคงมีนโยบายการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ผู้ซื้อบางกลุ่มเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดโอนและกระแสเงินสดของโครงการ
ต้นทุนการพัฒนาที่อยู่ในระดับสูง: ราคาที่ดินในย่านใจกลางเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ควบคู่ไปกับต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุ และค่าแรงที่ยังไม่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรของโครงการ
ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในปี 2569 อาจส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนในระยะสั้น ผู้ซื้อและนักลงทุนบางกลุ่มอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนจนกว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาษี และสินเชื่อ
ความเสี่ยงในการบริหารจังหวะการเปิดโครงการ: การเปิดโครงการเร็วเกินไปอาจทำให้เผชิญกับตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัว ในขณะที่การเปิดโครงการช้าเกินไปอาจพลาดโอกาสในทำเลที่หายาก การบริหาร “Timing” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำสำหรับปี 2569
จากสถานการณ์และความท้าทายดังกล่าว คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุน ดังนี้:
เลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เฉพาะเจาะจง: เน้นการลงทุนในโครงการที่มีทำเลที่ตั้งและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่กระจายการลงทุนไปในวงกว้าง
มุ่งเน้นตลาดบนและลักซ์ชัวรี: เจาะกลุ่มตลาดที่มีกำลังซื้อแท้จริง (Real Demand) และมีความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับพรีเมียม
ควบคุมขนาดโครงการและอัตราการลงทุน: บริหารจัดการขนาดของโครงการและอัตราการลงทุนให้มีความรอบคอบ เพื่อลดความเสี่ยง
บริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด: ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ
ติดตามนโยบายรัฐบาลอย่างใกล้ชิด: ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างยืดหยุ่นตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์
ปี 2569 อาจเป็นปีที่ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เผชิญกับความท้าทาย แต่สำหรับผู้ที่มีวิสัยทัศน์และกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐี นี่คือช่วงเวลาแห่งโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพสูงในทำเลศักยภาพ ในขณะที่ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการความเสี่ยงและวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ
หากคุณคือผู้มองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม หรือต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ พร้อมเจาะลึกศักยภาพการลงทุนที่แท้จริง โปรดติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำแนะนำและการวางแผนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของคุณ