ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ปี 2569: เมื่อเศรษฐีคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด
ในฐานะนักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์ในตลาดประเทศไทยมาเกือบทศวรรษ ผมได้เห็นวัฏจักรของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครมาหลายครั้ง แต่ปี 2569 นี้ ถือเป็นปีที่มีความพิเศษและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง จากข้อมูลล่าสุดที่บ่งชี้ถึงภาวะ “Low Supply Cycle” ที่ชัดเจน รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกำลังซื้อที่กำลังจะส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ปี 2568: สู่จุดต่ำสุดของอุปทาน
จากข้อมูลของ Colliers Thailand ในช่วงต้นปี 2569 ยอดการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ ตลอดปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 17,110 ยูนิต จาก 40 โครงการ มูลค่ารวมราว 70,368 ล้านบาท ตัวเลขนี้ถือเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 21.84% ในแง่ของจำนวนยูนิต และ 38.53% ในแง่ของมูลค่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาทต่อปี
หากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ มีการเปิดขายใหม่เฉลี่ยปีละประมาณ 34,700 ยูนิต ดังนั้น การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2568 ที่เท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงภาวะอุปทานที่ต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการลงทุน และการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ในแง่ของผู้เล่นหลัก พบว่า 83.71% ของยูนิตที่เปิดตัวใหม่มาจากแบรนด์อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ คิดเป็นมูลค่า 63,947 ล้านบาท ขณะที่บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสัดส่วนที่น้อยกว่า คือ 16.29% ของยูนิต หรือคิดเป็นมูลค่า 6,416 ล้านบาท นี่แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด ซึ่งมักจะมีศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงได้ดีกว่า
แนวโน้มตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ปี 2569: การปรับตัวสู่สมดุลภายใต้ความท้าทาย
สำหรับปี 2569 ที่กำลังจะดำเนินไป คาดการณ์ว่าจำนวนยูนิตคอนโดมิเนียมใหม่ที่จะเปิดตัวจะลดลงอย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 12.33% มาอยู่ที่ราว 15,000 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านบาท กลยุทธ์ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเน้นไปที่การปรับลดจำนวนโครงการ การเลื่อนการเปิดตัว และการเลือกสรรทำเลที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแนวรถไฟฟ้า และย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) รวมถึงการขยายการลงทุนไปยังเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และจังหวัดภูเก็ต
สถานการณ์ปัจจุบันยังคงไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในวงกว้าง เนื่องด้วยกำลังซื้อทั้งจากนักลงทุนชาวต่างชาติและคนไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ผมมองว่าตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ปี 2569 จะเข้าสู่ช่วงของการปรับสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการประคองตัวเพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่อุปทานรวมลดลง แต่การแข่งขันในเซ็กเมนต์ระดับบน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหรู (Luxury Condominiums) และคอนโดมิเนียมระดับอัลตร้าลักชัวรี (Ultra Luxury Condominiums) ในทำเลใจกลางเมือง จะยิ่งทวีความเข้มข้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์จะเร่งเปิดตัวโครงการระดับ “เรือธง” ในทำเลทองที่หาได้ยาก เช่น สุขุมวิทตอนต้น, เพลินจิต-วิทยุ, สีลม-สาทร, ราชดำริ-ลุมพินี และริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อของกลุ่ม High Net Worth Individuals (HNWI) และ Ultra High Net Worth Individuals (UHNWIs) ที่ยังมีอำนาจซื้อสูงและมองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่า
เทรนด์ราคาใหม่: เมื่อ 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรกลายเป็นมาตรฐานสำหรับ “Rare Item”
หนึ่งในเทรนด์สำคัญที่น่าจับตาคือ การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม โดยมีการตั้งราคาขายอย่างเป็นทางการที่ 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการที่เป็น “Rare Item” มีจำนวนยูนิตจำกัด ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพระดับ Prime CBD และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกลุ่มผู้ซื้อที่สามารถเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับบนได้ และพร้อมที่จะจ่ายเพื่อคุณภาพ ทำเล และความพิเศษที่หาได้ยาก
โอกาสทองสำหรับ “เศรษฐี” ในปี 2569: การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับบน
สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ การปรับกลยุทธ์ในปี 2569 ต้องให้ความสำคัญกับโอกาสที่เกิดขึ้น โดยผมขอเสนอ 5 ประเด็นหลักที่ผู้ประกอบการควรมอง:
โอกาสในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง: ด้วยอุปทานใหม่ในทำเลซูเปอร์ไพรม์ที่มีจำกัด โครงการคอนโดมิเนียมระดับแฟลกชิป (Flagship Projects) ที่พัฒนาโดยผู้ที่มีที่ดินเดิมในทำเลศักยภาพ หรือสามารถจัดหาที่ดินที่มีมูลค่าสูงได้ จะสามารถสร้างมูลค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวได้
กำลังซื้อกลุ่ม High Net Worth และ Ultra High Net Worth: กลุ่มนี้มีความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง และมองหาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินทรัพย์เพื่อรักษามูลค่า (Store of Value) และเพิ่มพูนความมั่งคั่ง พวกเขามีกำลังซื้อที่สามารถเข้าถึงห้องชุดในราคา 8 แสนบาทถึง 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรได้ โดยมองหาความพิเศษ คุณภาพ และบริการที่เหนือระดับ
การสร้าง “New Price Benchmark”: ต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้นในย่าน CBD และต้นทุนการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนการตั้งราคาสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ กลุ่มเป้าหมายคือโครงการที่เป็น “Rare Item”, โครงการที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low Density) และโครงการประเภท “Branded Residence” ที่ร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลก
การแข่งขันด้านคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ: การพัฒนาโครงการควรเน้นที่การออกแบบที่โดดเด่น การให้บริการหลังการขายที่เป็นเลิศ และการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกว่า เพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา และสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนในตลาด
โอกาสจากตลาดเช่าในเมือง: ด้วยจำนวนชาวต่างชาติ ผู้บริหารระดับสูง และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน (Expats) ในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โครงการที่รองรับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน (Investment Property) จะช่วยกระจายความเสี่ยง และทำเลที่ตั้งใกล้ CBD และแนวรถไฟฟ้าหลักยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายที่ต้องเผชิญ: เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และปัจจัยมหภาค
แม้จะมีโอกาส แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในปี 2569 อีก 5 ประการ:
ภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง: กำลังซื้อในตลาดกลางและตลาดล่างยังคงเปราะบาง ส่งผลให้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น ซึ่งกระทบต่ออัตราการขายและความเร็วในการดูดซับอุปทานในตลาด
ภาคการเงินและการอนุมัติสินเชื่อ: สถาบันการเงินยังคงพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างเข้มงวด ทำให้ผู้ซื้อบางกลุ่มเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดการโอนกรรมสิทธิ์และกระแสเงินสดของโครงการ
ต้นทุนการพัฒนาที่อยู่ในระดับสูง: ราคาที่ดินในทำเลใจกลางเมืองยังคงทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุ และค่าแรงที่ยังไม่ลดลง เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรของโครงการ
ความไม่แน่นอนจากการเมือง: การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569 อาจส่งผลต่อความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจในระยะสั้น การติดตามมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ภาษี และสินเชื่อ จึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการชะลอการตัดสินใจลงทุนของผู้ซื้อและนักลงทุนบางกลุ่ม
ความเสี่ยงในการกำหนดจังหวะเปิดโครงการ: การเปิดตัวโครงการเร็วเกินไปอาจทำให้เผชิญกับตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัว ในขณะที่การเปิดตัวช้าเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสในทำเลทองที่มีอยู่อย่างจำกัด การบริหารจัดการ “Timing” ในการเปิดตัวโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ปี 2569
จากข้อมูลและแนวโน้มที่กล่าวมา Colliers Thailand ขอเสนอข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้:
คัดเลือกโครงการที่มีทำเลและกลุ่มเป้าหมายชัดเจน: มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพสูงสุด และเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง
เน้นตลาดบนและลักเซอรี่: เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง และมองหาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริง
ควบคุมขนาดโครงการและอัตราการลงทุนอย่างรอบคอบ: บริหารจัดการขนาดโครงการให้เหมาะสมกับสภาพตลาด และประเมินความเสี่ยงในการลงทุนอย่างถี่ถ้วน
บริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นหัวใจหลัก: การบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
ติดตามนโยบายรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด: พร้อมปรับกลยุทธ์อย่างยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและกฎหมาย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ปี 2569 นี้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ หากท่านกำลังมองหา อสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ หรือสนใจ ซื้อคอนโดใกล้รถไฟฟ้า ในราคาที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งกำลังมองหา คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี เพื่อการลงทุนในอนาคต การศึกษาข้อมูลเชิงลึกและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้
หากท่านต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักยภาพตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ หรือต้องการปรึกษาเพื่อวางแผนกลยุทธ์การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน กรุณาติดต่อเรา เราพร้อมที่จะให้คำแนะนำจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเรา เพื่อช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในทุกการลงทุน.

