• Sample Page
dramathai.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
dramathai.moicaucachep.com
No Result
View All Result

D0702108 อย าค ดว าฉ นโง (หน งส ละครส น) สามโคกฟ (1) part2 | Osman Kohl

admin79 by admin79
February 9, 2026
in Uncategorized
0
เจาะลึกวิกฤตและโอกาส: บทสรุปผลประกอบการ “ตลาดอสังหาริมทรัพย์” ปี 2566 และทิศทางอนาคตสำหรับนักลงทุน ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไทยมากว่า 10 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายวัฏจักรเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าปี 2566 ที่ผ่านมา เปรียบเสมือนหนังม้วนยาวที่จบแบบหักมุมสำหรับหลายๆ คน เดิมทีเราต่างคาดการณ์กันว่า Momentum การฟื้นตัวจากปี 2565 จะเป็นแรงส่งให้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทะยานขึ้นแบบ Take off ได้อย่างสวยงาม แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นบททดสอบที่หนักหนาสาหัสกว่าที่คิด สถานการณ์ชะลอตัวที่เริ่มส่อ
แววตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ลากยาวมาจนถึงปลายปี แม้แต่ไตรมาส 4 ที่ปกติเป็นช่วง High Season ของการโอนกรรมสิทธิ์และการระบายสต็อก ก็ยังเงียบเหงาจนน่าตกใจ ความซบเซานี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 41 แห่ง ที่ทาง Property Mentor ได้รวบรวมไว้ ซึ่งวันนี้ผมจะพามาเจาะลึกวิเคราะห์กันแบบบรรทัดต่อบรรทัด ว่าใครคือ “ของจริง” ในสมรภูมินี้ และทิศทาง การลงทุนอสังหา ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์: เมื่อรายได้รวมไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากมองที่ตัวเลขบรรทัดแรกอย่าง “รายได้รวม” ของทั้ง 41 บริษัทอสังหาฯ ในปี 2566 จะพบตัวเลขอยู่ที่ 371,560 ล้านบาท ซึ่งลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ -1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ทำได้ 376,141 ล้านบาท ดูเผินๆ เหมือน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไทยยังประคองตัวได้ดี แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ เราต้องมองให้ลึกกว่านั้นครับ เมื่อกางไส้ในออกมาดู จะพบความจริงที่น่ากังวล คือมีถึง 25 บริษัทจาก 41 บริษัท ที่ประสบปัญหารายได้ลดลง นั่นหมายความว่าเกินครึ่งของตลาดกำลังเผชิญภาวะถดถอย บริษัทระดับกลางถึงเล็กหลายรายได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตัวอย่างเช่น แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN), อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท และ คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ที่รายได้หายไปกว่า 28% รวมถึงแบรนด์หรูอย่าง ไรมอน แลนด์ ที่ติดลบไป -26% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนและการขอ สินเชื่อบ้าน ที่ยากขึ้น ไม่ได้กระทบแค่ตลาดล่าง แต่เริ่มลามไปถึง Segment อื่นๆ แม้แต่พี่ใหญ่อย่าง “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” ก็ยังเจ็บตัวด้วยรายได้รวมที่ลดลงถึง 18% สิ่งนี้ชี้ชัดว่าใน Top 10 ของวงการ มีถึง 5 บริษัทที่รายได้หดตัวลง ไม่ว่าจะเป็น ศุภาลัย (-10%), พฤกษา โฮลดิ้ง (-9%) หรือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (-4%) แม้แต่ เอพี (ไทยแลนด์) ที่ว่าแข็งแกร่ง ก็ยังติดลบเล็กน้อย บัลลังก์แชมป์รายได้: การเฉือนชนะของ “แสนสิริ” ท่ามกลางวิกฤต ย่อมมีผู้ที่ปรับตัวได้เสมอ ในปี 2566 ตำแหน่งแชมป์รายได้รวมตกเป็นของ “แสนสิริ” ที่กวาดรายได้ไปถึง 39,082 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12% เฉือนชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง เอพี (ไทยแลนด์) ที่ทำได้ 38,399 ล้านบาท ไปอย่างเฉียดฉิว การที่แสนสิริสามารถเติบโตได้ในสภาวะที่ ดอกเบี้ยบ้าน ขาขึ้น และกำลังซื้อเปราะบาง ถือเป็น Case Study ที่น่าสนใจในเรื่องการบริหารแบรนด์และการเจาะกลุ่มลูกค้า Real Demand ระดับบนที่มีกำลังซื้อจริงและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง การอนุมัติสินเชื่อ อันดับรองลงมาในกลุ่ม Top 5 ได้แก่: ศุภาลัย: 31,818 ล้านบาท (ยังคงรักษาระดับได้ดีแม้รายได้ลดลง) แลนด์แอนด์เฮ้าส์: 30,170 ล้านบาท พฤกษา โฮลดิ้ง: 26,132 ล้านบาท ส่วนกลุ่ม Top 6-10 ประกอบด้วย เอสซี แอสเสท (24,487 ล้านบาท), ยูนิเวนเจอร์, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ สิงห์ เอสเตท ตามลำดับ ซึ่งการจัดอันดับเหล่านี้มีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่สนใจ หุ้นอสังหา หรือมองหาทำเลศักยภาพเพื่อ ลงทุนคอนโดปล่อยเช่า เพราะความแข็งแกร่งทางการเงินของผู้พัฒนาโครงการ คือหลักประกันความเสี่ยงด่านแรกของนักลงทุน เจาะลึก “รายได้จากการขาย”: ดัชนีชี้วัดสุขภาพที่แท้จริง สำหรับผมแล้ว ตัวเลขที่สำคัญกว่ารายได้รวม คือ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Revenue from Sales) เพราะตัวเลขนี้ตัดรายได้พิเศษอื่นๆ ออกไป เหลือเพียงเนื้อแท้ของความสามารถในการขายบ้านและ คอนโดมิเนียม เมื่อเจาะดูเฉพาะรายได้จากการขายของทั้ง 41 บริษัท ตัวเลขรวมอยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง -11% จากปี 2565 (299,979 ล้านบาท) ตัวเลข -11% นี้คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงครับ มันบอกเราว่า Demand การซื้อที่อยู่อาศัยหายไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีถึง 30 บริษัทที่ยอดขายตกลง ความน่าตกใจอยู่ที่ “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” ที่รายได้จากการขายหายไปถึง -38% หรือ ไรมอน แลนด์ ที่ลดลงถึง -78% แม้แต่ผู้นำตลาดอย่าง เอพี (ไทยแลนด์) ก็ยังหนีไม่พ้นแรงเสียดทานนี้ โดยมียอดขายลดลง -2% นี่คือผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ LTV, ความเข้มงวดในการปล่อย กู้ซื้อบ้าน ของธนาคารพาณิชย์ และภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้คนชะลอการตัดสินใจซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ ใครคือเบอร์ 1 ในสมรภูมิยอดขาย? แม้รายได้รวมจะเป็นรอง แต่ถ้าพูดถึงฝีมือการขาย เอพี (ไทยแลนด์) ยังคงยืนหนึ่งด้วยรายได้จากการขาย 36,927 ล้านบาท ปาดหน้า แสนสิริ (32,829 ล้านบาท) กลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตาม แสนสิริ ยังคงเป็น 1 ใน 2 บริษัทใน Top 10 ที่รายได้จากการขาย “โตขึ้น” (+7%) ในขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ติดลบ ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับกลยุทธ์การรุกตลาดลักชัวรี่และ บ้านเดี่ยว ระดับไฮเอนด์ที่แม่นยำ อีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตามองและทำผลงานได้โดดเด่นคือ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่ก้าวขึ้นมาติด Top 5 ด้วยรายได้ขาย 23,370 ล้านบาท เติบโตสวนกระแสถึง 13% การโฟกัสที่กลุ่มบ้านหรูและ โครงการบ้านเดี่ยว ในทำเลศักยภาพอย่าง กรุงเทพโซนตะวันออกและราชพฤกษ์ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ SC Asset ยังคงเติบโตได้ ม้ามืดที่มาแรง: เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) นอกเหนือจากเจ้าตลาดเดิม ต้องพูดถึง “เซ็นทรัลพัฒนา” ที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการปูพรมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยติดศูนย์การค้า ในปี 2566 CPN ทำรายได้จากการขายไปถึง 5,835 ล้านบาท เติบโตระเบิดระเบ้อถึง 103% นี่คือเทรนด์ Mixed-use ที่ผสานไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งเข้ากับการอยู่อาศัย ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และนักลงทุนที่มองหา ทำเลทอง ได้อย่างตรงจุด บรรทัดสุดท้าย: “กำไรสุทธิ” ใครคือนักบริหารเงินตัวจริง? ในโลกธุรกิจ “ยอดขายคือความภูมิใจ แต่กำไรคือความอยู่รอด” (Sales is vanity, Profit is sanity) แม้จะขายดีแค่ไหน แต่ถ้าบริหารต้นทุนไม่ได้ หรือเจอดอกเบี้ยกัดกินจนหมด ก็ไร้ความหมาย ภาพรวมกำไรสุทธิของทั้ง 41 บริษัทในปี 2566 อยู่ที่ 44,165 ล้านบาท ลดลง -11% สอดคล้องกับรายได้จากการขายที่ลดลง มีบริษัทขาดทุนถึง 12 ราย และกำไรลดลงกว่า 20 ราย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น ราคาที่ดินที่พุ่งไม่หยุด และต้นทุนทางการเงินจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้การบริหาร Cash Flow และการหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ (Low Cost of Fund) กลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญที่สุด แลนด์แอนด์เฮ้าส์: แชมป์กำไรด้วยกลยุทธ์ Asset Monetization แม้รายได้จากการขายบ้านจะลดลงฮวบฮาบ แต่ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ยังคงยืนหนึ่งเป็นแชมป์กำไรสุทธิสูงสุดที่ 7,495 ล้านบาท! ถามว่าทำได้อย่างไร? คำตอบคือวิสัยทัศน์ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอครับ กำไรกว่า 2,500 ล้านบาทมาจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุน (REITs) นี่คือความเหนือชั้นของการเป็น Holding Company ที่ไม่ได้พึ่งพาแค่รายได้จากการขายบ้านเพียงอย่างเดียว แต่รู้จักจังหวะในการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อรักษาระดับกำไร หากตัดรายการพิเศษนี้ออก ศุภาลัย คือผู้ท้าชิงที่น่ากลัวมาก ด้วยกำไร 6,083 ล้านบาท ตามมาด้วย เอพี (6,054 ล้านบาท) และ แสนสิริ (5,846 ล้านบาท) โดยเฉพาะแสนสิริที่กำไรโตกระโดดถึง 42% ถือเป็นปีทองของแสนสิริอย่างแท้จริง ทั้งรายได้และกำไรที่เติบโตสวนทางตลาด บทวิเคราะห์และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์สู่อนาคต จากข้อมูลทั้งหมด ผมขอสรุปบทเรียนสำคัญและฉายภาพอนาคตเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน หรือนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้: ยุคของ “Real Demand” ระดับบน: ตลาดแมส (Mass Market) หรือกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ยังคงเหนื่อยหนักจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่สูงลิ่ว ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะหันไปโฟกัสตลาดกลาง-บน ราคา 5-10 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่มีเครดิตดีและได้รับอนุมัติ สินเชื่อบ้าน ง่ายกว่า ดอกเบี้ยและการรีไฟแนนซ์คือตัวแปร: ในยุคที่ดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง การเลือกโปรโมชั่นดอกเบี้ยบ้านจากธนาคาร หรือการวางแผน รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดภาระผ่อนต่อเดือน จะเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งโครงการที่มี Partner กับธนาคารและมอบข้อเสนอพิเศษได้ จะมีความได้เปรียบในการปิดการขาย ความแข็งแกร่งของแบรนด์สำคัญกว่าที่เคย: ในภาวะวิกฤต ผู้บริโภคจะเลือกซื้อกับแบรนด์ที่ “มั่นใจได้” ว่าสร้างเสร็จจริง มีบริการหลังการขายที่ดี และนิติบุคคลที่มีคุณภาพ ดังที่เราเห็นจาก Top 5 ที่กินรวบส่วนแบ่งตลาดไปมหาศาล การซื้ออสังหาฯ จากบริษัทเล็กที่มีความเสี่ยงทางการเงิน อาจเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไปในปีนี้ เทรนด์ Pet Friendly และ Green Energy: ผู้ชนะในปีถัดไป จะไม่ใช่แค่ขายอิฐปูน แต่ต้องขาย “ไลฟ์สไตล์” โครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly) และบ้านประหยัดพลังงาน ติดตั้ง Solar Roof พร้อมจุดชาร์จ EV จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ (New Standard) ที่ผู้บริโภคมองหา ไม่ใช่แค่ Option เสริมอีกต่อไป โอกาสในการลงทุนคอนโดและบ้าน: สำหรับนักลงทุน ปีนี้เป็นจังหวะ “ของถูก” ในตลาดมือสองและทรัพย์รอการขาย (NPA) เนื่องจากมี Supply ตกค้างในตลาดเยอะ การมองหา คอนโดติดรถไฟฟ้า ในทำเลที่ยังไม่ Over Supply หรือบ้านในทำเลส่วนต่อขยายที่มีศักยภาพ อาจสร้าง Yield ที่ดีได้ในระยะยาว หากเลือกทรัพย์เป็น บทสรุป: ก้าวต่อไปในปี 2567 และอนาคต ปี 2566 อาจเป็นปีที่น่าผิดหวังในแง่ตัวเลข แต่เป็นปีที่ “คัดกรอง” ผู้เล่นตัวจริงออกจากตลาด บริษัทที่ปรับตัวได้เร็ว บริหารกระแสเงินสดเก่ง และเข้าใจความต้องการลูกค้าอย่างลึกซึ้งเท่านั้นที่จะอยู่รอด สำหรับปี 2567 และอนาคตที่กำลังจะถึงนี้ ตลาดอาจจะยังไม่กลับมาหวือหวาแบบ V-Shape แต่จะเป็นการฟื้นตัวแบบ K-Shape คือกลุ่มบนไปต่อได้ กลุ่มล่างยังซึมยาว สำหรับท่านผู้อ่านที่กำลังวางแผนซื้อบ้านหลังแรก หรือมองหาช่องทาง การลงทุนอสังหา เพื่อสร้าง Passive Income ช่วงเวลานี้คือจังหวะที่ต้องทำการบ้านให้หนัก ศึกษาข้อมูลบริษัท เปรียบเทียบทำเล และที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมทางการเงินและเครดิตบูโรของท่านให้พร้อมที่สุด อย่าปล่อยให้โอกาสในวิกฤตหลุดมือไป หากคุณต้องการคำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการเลือกทำเลศักยภาพ เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านล่าสุด หรือวิเคราะห์เจาะลึกโครงการน่าลงทุน เริ่มต้นวางแผนอนาคตของคุณวันนี้ เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนในวันหน้าครับ
Previous Post

D0702107 กระเพราถาด นหมดภายใน นาท นฟร อร อยไปเลย(หน part2 | Osman Kohl

Next Post

Facebook Video

Next Post

Facebook Video

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • D0304150_พาผ หญ งมาน วเน ยในบ าน เม ยไม าอะไรเหรอ_part2 | Delila Fee
  • D0304149_อถ อลวงโลก_part2 | Delila Fee
  • D0304148_ชายห เบา นน าเศร าใจ_part2 | Delila Fee
  • D0304147_เม ยนะ ไม ใช วเง นต วทอง_part2 | Delila Fee
  • D0304146_คนรวยเหล อขอ!_part2 | Delila Fee

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.