ไทยอสังหาฯ ปี 2567: ส่อง 10 ผู้ประกอบการผู้นำตลาด ท่ามกลางพลวัตที่เปลี่ยนไป
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจมหภาค การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และความผันผวนของต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสเหล่านี้ ผู้ประกอบการชั้นนำจำนวนหนึ่งยังคงสามารถรักษาเสถียรภาพและสร้างผลประกอบการที่น่าประทับใจ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของพวกเขา
บทวิเคราะห์โดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 10 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นถึงผู้ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด แต่ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์และทิศทางการเติบโตที่น่าสนใจ ซึ่งผมจะขอลงรายละเอียดในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
พลวัตตลาดอสังหาฯ ไทย: จากความท้าทาย สู่โอกาสที่มองเห็น
ปี 2567 ที่ผ่านมา ไม่ใช่ปีที่ง่ายดายสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย เราเห็นแรงกดดันจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่ที่น่าสนใจคือ แม้ในสภาวะเช่นนี้ ผู้เล่นรายใหญ่หลายรายยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นไปที่ “อสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี” กลยุทธ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับกลายเป็นแนวทางหลักที่บรรดาผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำเลือกใช้มาตั้งแต่ปี 2567 และยังคงเห็นแนวโน้มนี้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อีกปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยพยุงและส่งเสริมการเติบโต คือการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อธุรกิจบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะใน “ทำเลท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ” อาทิ ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และขอนแก่น ที่ยังคงคึกคักและมีสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง
เจาะลึก 10 ผู้ประกอบการชั้นนำ: ใครคือผู้นำตัวจริง?
จากการวิเคราะห์ของ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ สรุปผลการดำเนินงาน 10 อันดับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 ที่น่าสนใจดังนี้:
อันดับ 1: แสนสิริ (Siri)
รายได้รวม: 39,205 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 5,253 ล้านบาท
แสนสิริยังคงยืนหยัดในตำแหน่งผู้นำด้วยรายได้รวมที่เติบโตขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า แม้กำไรสุทธิจะปรับลดลงเล็กน้อย 13.3% เป็น 5,253 ล้านบาท จาก 6,060 ล้านบาทในปี 2566 แต่การรักษาการเติบโตของรายได้ในภาวะตลาดแข่งขันสูงนี้ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม กลยุทธ์สำคัญของแสนสิริ คือการปรับพอร์ตโฟลิโอให้มุ่งเน้นเจาะกลุ่มความต้องการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม-ลักซ์ชัวรี ควบคู่ไปกับการรุกเข้าสู่ “Strategic Locations” ในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ที่มีศักยภาพ การเติบโตของยอดขายและยอดโอนในกลุ่มบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่สอดคล้องกัน รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของยอดขายคอนโดมิเนียม บ่งชี้ถึงความสำเร็จในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
อันดับ 2: เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand)
รายได้รวม: 37,460 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 5,020 ล้านบาท
เอพี ไทยแลนด์ ยังคงเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่แข็งแกร่งในตลาด แม้รายได้รวมจะลดลง 2.4% และกำไรสุทธิลดลง 17.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่กลุ่มสินค้าแนวราบ โดยเฉพาะบ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว ยังคงเป็น “โปรดักต์ไฮไลต์” ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า นี่คือข้อพิสูจน์ว่าการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยังคงเป็นหัวใจสำคัญ
อันดับ 3: ศุภาลัย (Supalai)
รายได้รวม: 31,985 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 6,190 ล้านบาท
ศุภาลัย แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าจับตามอง ด้วยรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 31,985 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่เติบโตถึง 3.3% เป็น 6,190 ล้านบาท ความสำเร็จนี้มาจากการเปิดตัวโครงการที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพสูงอย่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภูเก็ต, ชลบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งเป็น “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต” และ “ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่” ที่ยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง
อันดับ 4: แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (Land and Houses)
รายได้รวม: 28,151 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 5,491 ล้านบาท
แม้รายได้และกำไรสุทธิของ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จะมีการปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่การรักษาการดำเนินงานในระดับที่สูงนี้ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
อันดับ 5: พฤกษา (Pruksa)
รายได้รวม: 20,996 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 456 ล้านบาท
พฤกษา เผชิญกับความท้าทายค่อนข้างมากในปี 2567 โดยรายได้รวมลดลง 19.7% และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 79.3% ปัจจัยหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบาง บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การปรับราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงถึงแรงกดดันในตลาดระดับกลางและล่าง
อันดับ 6: เอสซี แอสเสท (SC Asset)
รายได้รวม: 20,823 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 1,706 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท มีการปรับลดลงทั้งรายได้และกำไรสุทธิ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้ค่าเช่าและบริการ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่มุ่งขยายธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) รวมถึงรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการที่เพิ่มขึ้น การกระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจบริการเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
อันดับ 7: ออริจิ้น (Origin)
รายได้รวม: 11,985 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 1,052 ล้านบาท
ออริจิ้น ประสบกับการลดลงทั้งรายได้และกำไรสุทธิ ซึ่งอาจสะท้อนถึงความท้าทายในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม หรือการชะลอตัวของตลาดในบางช่วงเวลา
อันดับ 8: แอสเซทไวส์ (Asset Wise)
รายได้รวม: 9,941 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 1,457 ล้านบาท
แอสเซทไวส์ สร้างผลงานที่โดดเด่นด้วยการเติบโตของรายได้รวมถึง 39.1% และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 33.4% การเติบโตนี้บ่งชี้ว่าบริษัทสามารถจับโอกาสในตลาดและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
อันดับ 9: ควอลิตี้เฮ้าส์ (Quality Houses)
รายได้รวม: 8,695 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 2,150 ล้านบาท
ควอลิตี้เฮ้าส์ มีรายได้และกำไรสุทธิที่ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาผลประกอบการที่ดีไว้ได้ แสดงถึงการบริหารจัดการที่มั่นคง
อันดับ 10: แอล.พี.เอ็น. (L.P.N. Development)
รายได้รวม: 8,011 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 111 ล้านบาท
แอล.พี.เอ็น. มีรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 7.6% แต่กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 69% ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนหรือการแข่งขันในตลาดที่บริษัทเน้น
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย: โอกาสที่ยังรออยู่
คุณสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโอกาสและความหวังของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งผมขอขยายความเพิ่มเติมในฐานะผู้ที่คลุกคลีในวงการนี้:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี (Luxury Segment): ตลาดระดับบนยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งสามารถตอบสนองต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่จะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว นอกจากนี้ “คอนโดหรู กรุงเทพฯ” และ “บ้านหรู ปริมณฑล” ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถือเป็นโอกาสทองสำหรับ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” ในทำเลท่องเที่ยวสำคัญ เช่น “คอนโดภูเก็ต”, “พูลวิลล่าพัทยา”, “ที่พักเชียงใหม่” และ “อสังหาริมทรัพย์ขอนแก่น” เป็นต้น ซึ่งยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทน
กลยุทธ์การปรับตัวของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์: นวัตกรรมและเทคโนโลยี คือกุญแจสำคัญในการสร้างความแตกต่าง การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น “โครงการ Pet Friendly” ทั้งแนวราบและแนวสูง, โครงการที่เน้นพื้นที่สีเขียว และเทคโนโลยี Smart Home กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
มาตรการภาครัฐและสถาบันการเงิน: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 2.25% เหลือ 2% ต่อปี ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค นอกจากนี้ การจับตาความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการ LTV (อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) โดยเฉพาะเงื่อนไขสำหรับบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท หากมีการปรับลด LTV ในทุกระดับราคา คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อ “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
งานมหกรรมบ้านและคอนโด: งานแสดงอสังหาริมทรัพย์ เช่น “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 47” ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการเข้าถึงโครงการที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
จากข้อมูลและแนวโน้มที่กล่าวมา ผมมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 จะยังคงมีพลวัตที่น่าสนใจ แม้จะยังคงเผชิญกับความท้าทายอยู่บ้าง ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวและนำเสนอนวัตกรรม จะเป็นผู้ที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผมขอแนะนำให้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
ทำเลศักยภาพ: การลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต ทั้งในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจหลัก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
โครงการคุณภาพ: เลือกผู้พัฒนาที่มีชื่อเสียงและประวัติผลงานที่ดี พร้อมทั้งพิจารณาโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณ
การวางแผนทางการเงิน: การศึกษาเงื่อนไขสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยอย่างรอบคอบ จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ ผมเชื่อมั่นว่าตลาดไทยยังคงมีโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีวิสัยทัศน์และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน หากคุณพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าในโลกของอสังหาริมทรัพย์ไทย การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการสำรวจโครงการที่น่าสนใจ คือก้าวต่อไปที่คุณไม่ควรมองข้าม